จัดบูทแสดงสินค้าอย่างมืออาชีพ

การออกแบบแสดงบูทสินค้ากำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน หลายๆผู้ประกอบการนิยมจัดบูทในงานแฟร์ต่างๆ เพราะเหตุผลจากความสำเร็จหลังงานแสดงที่ถ้าเทียบค่าเช่ากับผลตอบรับของลูกไปในทางที่ดี  บางคนไม่มีหน้าร้านในทำที่ตายตัว แต่อาศัยการจัดแสดงในงานแฟร์เป็นการเปิดตัวสินค้า   จัดจำหน่ายและสั่งซื้อตรงจากผู้ผลิต บางบูทในงานแฟร์เจ้าของร้านเป็นผู้ผลิต  SME  ไม่มีหน้าร้านแต่หลังจากการออกแสดงในงานแฟร์ ผลตอบรับและงานเปิดตัวสินค้าทำให้เป็นที่รู้จัก มียอดสั่งซื้อมากมาย บางสินค้าจองบูททั้งปี กับทุกแฟร์ที่ต่อเนื่องกัน

          ข่าวคึกโครมงาน เอ็กซ์โปร์ ที่ญี่ปุ่น ประเทศไทยได้มีโอกาสแสดงที่นั่นด้วย แต่ปัญหาที่ทำให้ต้องโนบ่นอยู่ที่ ดีไซน์ ที่สู้เขาไม่ได้ ไม่ได้โชว์ไอเดีย ไม่ได้โชว์ความคิดสร้างสรรค์ ไม่ได้โชว์นวัตกรรมทางความคิด ที่ประสานกันระหว่างศิลปวัฒนธรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ด้วยโอเดียแปลกและดึงดูด

           เงินทุน เวลา ไม่ใช่ข้ออ้างที่ทำให้คิดไม่ออก เห็นด้วยกับการที่จะต้องปรับปนรุงใหม่  เพราะรูปแบบเหมือนงานวัด และศาลากลาง ทำให้ภาพพจน์ออกมาเชย แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่ได้ลึก  ไม่ลงตัว การออกแบบแสดงภาพพจน์แบบไทย ใส่ชฎา ล้าสมัยไปแล้ว ไอเดียทางความคิดยังมีอีกมากมาย ที่ทำให้ผู้เข้ามาเยี่ยมชมประทับใจกลับไป

          การจัดบูทแสดงสินค้าจึงจำเป็นต้องได้รับการออกแบบที่ดี ให้แสดงถึงความคิด ภาพพจน์ในเชิงบวกต่อสินค้า ที่สำคัญไม่ควรจะใช้งบประมาณเยอะเกินความจำเป็น  โดยมีวิธีออกบูท ดังนี้

  1. กำหนดแนวความคิดและ ธีม ของงาน  โดยออกแบบให้สะท้อนลักษณะอันโดดเด่นของสินค้า และการให้บริการของแต่ละแบรนด์ เพื่อนำมาเป็นโจทย์ในการหาหน้าตาบูท หลักการออกแบบควรจะต้องให้มีจุดสนใจเป็นพิเศษ ที่หวือหวาขึ้นมาจากปกติบ้าง เพื่อเกิดความทรงจำ ภาพลักษณ์สินค้าได้ เช่น อาจจะกำหนดออกม่เป็นนามธรรมเสียก่อน แล้วค่อยแปลความหมายออกมาเป็นรูปธรรม ไม่ควนออกแบบบูทเสมือนการลอกเลียนแบบสถาปัตยกรรม แต่ควรออกแบบบูทเสมือนผลงานประติมากรรม ที่แปลกตาจากความคุ้นตาของคนทั่วไป อาจดึงแนวความคิดจากสี การให้บริการ รูปทรงเฉพาะสินค้า การสื่อความหมายแทนค่า แทนความหมายสินค้าในทางอ้อม เช่น สินค้าที่มีผลผลิตจากธรรมชาติ อาจจะสื่อความหมายด้วยรูปทรง เส้นสายของต้นไม้ ใบหญ้า และความเขียวสดของธรรมชาติเป็นต้น
  2. กำหนดผังการจัดวาง มีการจัดหลักๆ 2 รูปแบบ คือ แบบเปิด และแบบปิด การจัดวางผังในลักษณะเปิดนั้น หมายถึงการจัดวางในลักษณะโล่งโปร่ง ไม่เน้นขอบเขตชัดเจนเกินไป การถ่ายเทคน และการไหลข้าวของลูกค้า สะดวกง่าย เข้าสู่บูทได้หลายทิศทาง   บูทลักษณะนี้จะเป็นบูทลักษณะที่ใหญ่ เช่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ เป็นต้น ส่วนบูทที่มีลักษณะปิดจะมีขอบเขตชัดเจน มีทางเข้า ทางออก เน้นการมีส่วนร่วมในการกรอกเอกสาร ณ จุดประชาสัมพันธ์เพียงจุดเดียว เน้นการแสดงสินค้าที่ค่อยๆเปิดเผยให้เห็นรายละเอียดภายในบูท เหมาะสมกับสินค้าที่มีขนาดเล็ก ต้องการเนื้อที่เก็บและความปลอดภัย
  3. มีการออกแบบที่ใช้หลักการออกแบบ 2 มิติ สิ่งพิมพ์และกราฟฟิคเข้ามาเป็นองค์ประกอบในการตกแต่ง เช่น ผนัง ภาพเขียน ตัวหนังสือเก๋ๆ  ที่มีลักษณะเฉพาะ ภาพที่ตัดทอนออกมาให้เรียบง่าย ลีลาของเส้นสายในงาน 2 มิติ ที่ซ้อนอยู่ภายในงาน 3 มิติ คือ ภาพรวมทั้งหมด ไปจนถึงการออกแบบแผ่นพับ โบว์ชัวร์ เครื่องแต่งการพนักงาน หีบห่อสินค้า ที่สอดคล้องกันทั้งหมด
  4. มีการออกแบบแสงสว่างที่ทำให้ผนังเรียบ กราฟฟิคง่ายๆดูดีขึ้นมาทันที อาจจะมีการเล่นแสงสว่าง เปลี่ยนสีได้ตามโอกาส และบรรยากาศที่ต้องการ มีการเน้นและผ่อนคลาย โดยอาจจะให้แตกต่างจากความเป็นจริงไปบ้าง ให้ดูพิเศษกว่าบรรยกาศปกติที่เคยเห็นและคุ้นตา
  5. การใช้วัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก เป็นวัสดุชั่วคราวหรือกึ่งถาวร โดยออกแบบถอดประกอบน็อคดาวน์ได้ พับจัดเก็บได้ง่ายหลังเลิกงาน โดยไม่เกะกะเสียพื้นที่ ขนย้ายง่าย ติดตั้งเร็ว วัสดุที่นิยม เช่น พลาสติก อะคลีลิค PVC ผ้า แผ่นไฟเบอร์ซิแมนต์บอร์ด อลูมิเนียม

        การออกแบบบูทถือเป็นศาสตร์หนึ่งของการออกแบบแขนงหนึ่ง ของร้านค้าที่ท้าทายผู้ออกแบบเป็นอย่างยิ่ง แต่ถือว่าเป็นบททดสอบของนักคิด และเจ้าของแบรนด์สินค้า ว่ามีแนวความคิดสร้างสรรค์ได้ดีเพียงใด วันนี้กระแสของการออกบูทสินค้ามาแรงขึ้น ใครที่ยังไม่คิดจะจัดแสดงต้องกลับมาทบทวน ตั้งงบประมาณกันดู ที่สำคัญต้องได้รับการออกแบบที่ดี ก็จะไปรอด